All

กำเนิดลอตเตอรี่

“หวยหรือลอตเตอรี่” สำหรับประเทศไทย เกิดขึ้นราวสมัยรัชกาลที่ 2 จากการที่คนจีนอพยพเข้ามาในประเทศไทย และนำ “หวยจับยี่กี” เข้ามาเล่นในหมู่คนจีนด้วยกัน การเล่นในสมัยนั้นยังไม่มีกฎหมายใช้จับกุม เจ้ามือจับยี่กีจะเป็นคนจีนที่มีฐานะดี แล้วเมื่อเจ้ามือได้กำไรจากการเล่นหวยก็จะนำเงินบริจาคเข้าวังหลวง จนเกิดตำแหน่ง “ขุนบาลหวย” หรือผู้ดูแลให้ความคุ้มครองขึ้น โดยรายได้จากอากรหวยมีเป็นจำนวนมาก และได้กลายเป็นรายได้ที่สำคัญของรัฐ

หลังจากนั้น ปี 2417 สมัยรัชกาลที่ 5 ได้ถือกำเนิดลอตเตอรี่ไทยเป็นฉบับแรก เพื่อช่วยเหลือชาวต่างชาติที่นำสินค้ามาร่วมแสดงในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา โดยให้พระยาภาสกรวงศ์และนายเฮนรี่ อาลบาสเตอร์ เป็นผู้อำนวยการในการออกลอตเตอรี่ โดยได้มีการศึกษาและทำตามแบบของยุโรป ตลอดรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 มีการออกลอตเตอรี่เพียงครั้งเดียว 

ลอตเตอรี่เพื่อบำรุงสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์ 
ต่อมาปี 2460 รัชสมัยของรัชกาลที่ 6 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 รัฐบาลอังกฤษเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจทำให้ต้องขอกู้เงินจากไทยผ่านประประชาชนชาวไทย ด้วยวิธีการออกลอตเตอรี่ครั้งที่ 2 ขึ้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ออกสลากลอตเตอรี่ของสภารักชาติ ประเทศอังกฤษ จำหน่ายใบละ 5 บาท โดยมีเงื่อนไขการจ่ายเงินรางวัล เป็นสัญญาเงินกู้ของคณะกู้เงินในการสงคราม โดยมีสภารักชาติแห่งประเทศอังกฤษ สาขากรุงเทพ เป็นผู้ลงนาม และมีประเทศสหพันธรัฐมลายู เป็นผู้ค้ำประกัน

และการออกลอตเตอรี่อีกครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นการออกลักษณะพิเศษ คือ ลอตเตอรี่เสือป่า 1 ล้านบาท เพื่อหารายได้ซื้อปืนพระราชทานให้กองเสือป่า การออกลอตเตอรี่ได้ออกครั้งนี้และเงียบไป เนื่องจากเกิดภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง

จนกระทั้ง ปี 2482 ช่วงรัฐบาลพันเอกหลวงพิบูลสงคราม ถือเป็นยุคที่สลากกินแบ่งรัฐบาลเริ่มดำเนินการอย่างจริงจัง โดยคณะรัฐมนตรีมีมติให้โอนกิจการเกี่ยวกับสลากกินแบ่งทั้งของรัฐบาลและเทศบาลมาสังกัดกระทรวงการคลัง วันที่ 5 เมษายน ได้มีการแต่งตั้ง “คณะกรรมกาสลากกินแบ่งรัฐบาล” ขึ้น โดยมีพระยาพรหมทัตศรีพิลาต (แฉล้ม มิตรานนท์) เป็นประธานกรรมการคนแรก วันดังกล่าวจึงถือเป็น “วันสถาปนาสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล” มาจนถึงปัจจุบัน และในปี 2494 ได้ตั้งกองการพิมพ์เพื่อพิมพ์สลากเอง 

กิจการสลากกินแบ่งรัฐบาลมีการออกรางวัลอย่างสม่ำเสมอและเจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ ในปี 2517 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ดำเนินกิจการภายใต้พระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มีสถานะเป็นนิติบุคคล และเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการคลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อออกสลากกินแบ่งรัฐบาลโดยจัดสรรรายได้จากการจำหน่ายสลากแบ่งเป็นเงินรางวัลร้อยละ 60 เป็นรายได้แผ่นดินไม่น้อยกว่าร้อยละ 28 และเป็นค่าใช้จ่ายในการจำหน่ายสลากกินแบ่งไม่เกินร้อยละ 12 

นอกจากนี้ สำนักงานสลากกินแบ่งยังได้บริจาคเงินเพื่อสาธารณกุศล สาธารณประโยชน์ ทุนการศึกษา ศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม การสังคมสงบเคราะห์ ทูลเกล้าถวายฯ และอื่น ๆ อีกมากมาย

การจัดสรรเงินที่ได้รับจากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล
เงินรางวัลและราคาจำหน่ายสลากกินแบ่งได้มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยมา จากจำหน่ายฉบับละ 2 บาท 3 บาท 4 บาท 6 บาท 10 บาท 20 บาท และ 40 ตามลำดับ

ปี 2560 ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2560 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ปรับปรุงและขนาดของสลาก โดยจากเดิมเป็นจำหน่ายเป็นคู่ ราคาคู่ละ 80 บาท หรือฉบับละ 40 บาท ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นฉบับเดียว ราคา 80 บาท ซึ่งเงินรางวัลขณะนี้คือ รางวัลที่ 1 ออก 1 ครั้ง เงินรางวัล หกล้านบาท

และล่าสุดในยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการแก้ไขกฎหมายสำนักงานสลากกินแบ่ง มาตรา 22 เงินที่สำนักงานสลากกินแบ่งได้รับจากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้จัดสรร ดังนี้ เป็นเงินรางวัลร้อยละ 60 เป็นรายได้แผ่นดินไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานซึ่งรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยไม่เกินร้อยละ 17 และเป็นเงินกองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อสังคมร้อยละ 3

สิ่งที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเข้ามา คือ ลดส่วนแบ่งเป็นรายได้แผ่นดินจากเดิม 28 % เหลือ 20 % และปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายในการบริหารจากเดิม 12 % เป็น 17 % และเพิ่มจัดสรรเข้ากองทุนสลากกินแบ่ง 3 % จากเดิมไม่มีกำหนดไว้ในกฎหมาย

โดยสลาก 1 ใบ ราคา 80 บาท ได้มีจัดสรรเงินรายได้ ดังนี้

เงินรางวัล 48 บาท
ส่งเข้ารัฐ 16 บาท
เข้ากองทุน 2.40 บาท

ที่เหลือ เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร ทั้งของสำนักงานสลากกินแบ่งและส่วนลดให้พ่อค้าที่มารับไปจำหน่ายต่อ 13.6 บาท

สลากกินแบ่งแต่ละงวด จัดพิมพ์ไม่เท่ากัน ขึ้นกับว่าในงวดนั้น ๆ มีสลากการกุศลหรือไม่ แต่โดยทั่วไปราว 90 ล้านฉบับ มีรายได้แต่ละงวดกว่า 7,000 ล้านบาท เมื่อคิดทั้งปี 24 งวด รวมเป็นเงินประมาณ 1.7 แสนล้านบาท 

การนำส่งรายได้แผ่นดิน เพื่อการบริหารและพัฒนาประเทศ 

เงินนำส่งรายได้แผ่นดินของสำนักงานสลากกินแบ่งนั้น จะหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ออกจากรายได้แล้ว และบางปีอาจมีการกันไว้เป็นงบลงทุนบ้าง ซึ่งในแต่ละปีสำนักงานสลากกินแบ่งนำส่งรายได้เข้ารัฐ โดยสรุปสถิติ ดังนี้

 

สถิติเงินนำส่งรายได้แผ่นดิน ตั้งแต่ปี 2549 – 2563

สถิติเงินนำส่งรายได้แผ่นดิน ปี 2549 – 2563 

ปี

จำนวนเงิน (หน่วยล้านบาท)

2549

11,174.31

2550

14,000.57

2551

13,899.65

2552

13,284.48

2553

14,535.16

2554

14,636.30

2555

14,642.17

2556

15,082.02

2557

15,311.87

2558

15,432.63

2559

25,919.03

2560

30,947.72

2561

40,850.44

2562

41,915.62

2563

46,598.48

ที่มา : สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

 

จะเห็นว่า การนำส่งรายได้แผ่นดินเพื่อให้รัฐนำไปใช้ในการบริหารและพัฒนาประเทศนั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ และในเดือนกันยายน ปี 2563 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลยังครองแชมป์รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้แผ่นดินสูงสุด จากรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้แผ่นดินสะสมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวน 46,598 ล้านบาท รองลงมาคือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จำนวน 29,198 ล้านบาท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำนวน 28,619 ล้านบาท ธนาคารออมสิน จำนวน 18,000 ล้านบาท และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 10,500 ล้านบาท ตามลำดับ

ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันลอตเตอรี่หรือสลากกินแบ่งรัฐบาลได้มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของรัฐ และจะเป็นเช่นนี้อีกนานตราบเท่าที่ประชาชนของประเทศยังมุ่งหวังรวยทางลัดจากเงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล

 

อ้างอิง

ล็อตเตอรี่แห่งกรุงสยาม http://catholichaab.com/main/index.php/research-and-study/research-and-study
ย้อนประวัติ ‘สลากกินแบ่งรัฐบาล’ ของไทย จาก 1 บาท สู่ 80 บาท https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/890738
“สลากหนึ่งใบ รายได้ไปไหน” กองสลากแชมป์ส่งเข้ารัฐ”5 เดือนแรกเฉียดสองหมื่นล้าน https://today.line.me/th/v2/article/5rNkEM
สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล https://th.wikipedia.org/wiki/สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
เงินนำส่งรายได้แผ่นดิน สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล https://www.glo.or.th/about/performance/revenue-export